พระตำหนักเมืองนครสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวที่เสด็จฯ มาทรงงาน ณ เมืองนครศรีธรรมชาติ โดยตั้งอยู่ในสวนผลไม้เก่าแก่ของตระกูลทองสมัคร ผู้สร้างเรือนรับรองถวายในนามของชาวเมืองนครศรีธรรมชาติ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้เสด็จมาเปิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2541 และกลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของนครศรีธรรมราช (more…)

ตลาดกลางคืน ปากคลองตลาด แต่เดิมเป็นตลาดค้าปลาขนาดใหญ่ โดยปลาที่ส่งมานั้นถูกส่งตรงมาจากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาครผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาจึงค่อยเปลี่ยนมาเป็นตลาดที่เป็นแหล่งจำหน่ายผัก ผลไม้ และดอกไม้สดปัจจุบัน ปากคลองตลาดประกอบด้วยตลาดหลัก 4 แห่งได้แก่ ตลาดองค์การตลาดเป็นของรัฐ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลาดยอดพิมานเป็นของเอกชน และตลาดส่งเสริมเกษตรไทยเป็นของเอกชน ตลาดพุทธยอดฟ้าเป็นของเอกชน ที่สำคัญคือ ปากคลองตลาดติดอันดับที่ 4 จากการจัดอันดับ 1 ใน 10 ของตลาดดอกไม้ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นตลาดกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ…

เรือนปั้นหยาอายุกว่า 108 ปีหลังนี้ สร้างขึ้นโดยนายเขียน มาลยานนท์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์" นายอำเภอเมืองกลาย ซึ่งต่อมาได้ใช้บ้านและที่ดินเปิดเป็นโรงเรียนรัฐวุฒิวิทยาและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนครวิทยาในที่สุด เมื่อปีพ.ศ. 2482 ทว่าหลังจากนั้นได้ปิดตัวลงเมื่อปี พ.ศ. 2529 (more…)

นอกจากเป็นจุดพักรถที่ดีเยี่ยมระหว่างการเดินทางแล้ว ศาลหลักเมืองสี่มหาราชยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาเรา ย้อนกลับไปสู่ความรุ่งเรืองแห่งตำนานมหาราชทั้งสี่ของดินแดนไทย อันสืบเนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองตากเป็นเมืองที่มีพระมหาราชเข้าในอดีตเสด็จมาชุมนุมกองทัพถึง 4 พระองค์ด้วยกัน กล่าวคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชในคราวศึกชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด (more…)

วัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งชาวเมืองเรียกกันว่า วัดทุ่งแก้ว แห่งนี้ มีความน่าสนใจจากพระปรางค์ใหญ่องค์หนึ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในบริเวณวัด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2452 โดยมีฐานกว้าง 8 เมตร สูง 16 เมตร ลักษณะเป็นปรางค์ห้ายอด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อแย้มผู้สร้างวัดนี้ นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีสระน้ำก่ออิฐเป็นสระน้ำมนต์ขนาดใหญ่ กลางสระมีแผ่นศิลาลงอักขระยันต์ของหลวงพ่อแย้ม กล่าวกันว่า เคยมีการใช้น้ำในสระแห่งนี้ เป็นน้ำสรงพุทธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7…

ไฮไลท์ของที่นี่คือการค้นพบภาพเขียนสีซึ่งกล่าวขานกันว่ายาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอายุมากกว่า 3,000 ปี โดยสามารถแบ่งได้ถึง 7 กลุ่ม ภาพส่วนใหญ่ยังปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณหน้าผาถึง 1,872 ภาพ อย่างไรก็ตามก็มีบางส่วนค่อนข้างลบเลือนไป ส่วนมากภาพที่เห็นจะเป็นภาพมือ คน สิ่งของเครื่องใช้ สัตว์พืช และภาพเชิงสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการขุดพบหลุมศพโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ภาชนะดินเผา ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับทางเดินเท้าให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมได้อย่างสะดวก (more…)

ยากเห็นหน้าค่าตา “ยานมาศ” วัตถุโบราณชิ้นสำคัญอันล้ำค่า ว่าเป็นอย่างไรนั้น แวะมาชมได้ที่ศูนย์แห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่สำคัญของชาวอุตรดิตถ์แล้ว ยังเป็นที่เก็บ “ยานมาศ” ดังที่ได้เอ่ยถึงด้วย โดยยานมาศนั้นคือคานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย (more…)

วัดไทยหนึ่งเดียว ท่ามกลางมัสยิดถึง 5 หลัง ซึ่งเกิดจากการรวมวัด 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือวัดท่าและวัดการ้อง คาดว่าจะสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2076 ในแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชา และยังเป็นสถานที่สำคัญในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายครั้ง เช่น เป็นที่ประทับพักผ่อนของคณะผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ทั้งไปปรากฎในพงศาวดารพม่าว่า พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกทัพมาตั้งที่วัดท่าการ้องเมื่อพ.ศ.2106 ตรงกับรัชสมัยพระมหาจักรพรรดิในสงครามช้างเผือก และเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่ายกทัพมาในพ.ศ.2310 ในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชธานีอยุธยา ซึ่งหลังจากนั้นมา วัดท่าการ้องก็แปรสภาพเป็นวัดร้าง แต่สังเกตจากรูปแบบการก่อสร้างเม็ดมะยมรอบกำแพงพระอุโบสถจึงสันนิฐานได้ว่าวัดท่าการ้องจะได้รับการบูรณะในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศิลป์สมัยกรุงศรีอยุธยาผสมผสานกับศิลปะแบบกรุงรัตนโกสินทร์ยังหลงเหลือในสภาพสมบูรณ์…

ศาลาแก้วกู่ หรือ วัดแขกนั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ด้านขวามือ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่ซึ่งคล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดงรูปปั้นทางศาสนาแห่งนี้ โดยเกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งได้สร้างสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ตามความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ มีทั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รูปเทพฮินดูต่าง ๆ รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์และตำนานพื้นบ้าน (more…)

จะยกตำแห่งให้เป็นจังหวัดแห่งพระธาตุเลื่องชื่อเลยก็ได้สำหรับจังหวัดนครพนมแห่งนี้ เป็นที่รู้กันว่าถ้ามาเยือนจังหวัดนครพนมแล้วแต่ไม่ได้มาพระธาตุนี่ถือว่าพลาดเป็นอย่างมาก อีกหนึ่งพระธาตุที่น่านำเสนอโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เกิดวันอังคาร พระธาตุศรีคุณ พระธาตุองค์นี้ถูกค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2340 และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2486-2490 พระธาตุศรีคุณนั้นประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระธาตุศรีคุณ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระธาตุคุณ วัดธาตุศรีคุณ เป็นวัดลำดับที่ 2 โดยเป็นเป็นวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก มีเสนาสนะหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่สร้างแบบเรียบง่าย ข้างพระธาตุศรีคุณมีโบสถ์ สถานที่แห่งนี้เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวเป็นพระธาตุประจำวันผู้ที่เกิดวันอังคาร ลักษณะส่วนบนของพระธาตุคล้ายพระธาตุพนม ต่างกันตรงที่ชั้นที่ 1 มี 2 ตอน เป็นรูปสี่เหลี่ยม…