รัฐบาลห่วงใยให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเด็กแรกเกิดด้อยคุณภาพ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความยากจนและขาดโอกาสในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการขับเคลื่อนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมาแล้วตั้งแต่ปี 2558

ล่าสุด ครม. มีมติเห็นชอบให้ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้ด้วย ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเหลี่ยมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคมมากขึ้น โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเริ่มขึ้นเมื่อปี 2558 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบให้ดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตอย่างมีคุณภาพและให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลขับเคลื่อนงาน โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559 คนละ 400 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 12 เดือน หรือ 1 ปี โดยผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินจะต้องอยู่ในครอบครัวยากจน รายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน และไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะมีคนมาลงทะเบียนประมาณ 128,000 คน แต่กลับมีผู้มาลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือมากถึง 154,855 คน
ต่อมารัฐบาลได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 22 มี.ค.59 เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จาก 1 ปี เป็น 3 ปี และเพิ่มวงเงินอุดหนุน จาก 400 บาท เป็น 600 บาท ส่งผลให้มีผู้มาลงทะเบียนมากยิ่งขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2560 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 376,678 คน เกินเป้าหมายกว่า 176,500 คน ทำให้ขาดงบประมาณในการจ่าย ที่ประชุม ครม. จึงได้ของบประมาณกลางจากรัฐบาลเพิ่มอีก 804 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเงินย้อนหลังให้กับผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการจนถึงเดือนกันยายน 2560 และจ่ายในส่วนของปีงบประมาณ 2561 ซี่งเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth